admin

  • Author Archives : admin
  • Posted by: admin
  • 2018-01-31

ชนเผ่าทัวเร็กแห่งทะเลทรายซาฮาร่า

ในสถานที่ที่อาจจะดูว่างป่าวเพราะความกว้างใหญ่ที่กินพื้นที่ไปหลายประเทศ ใครจะไปรู้ว่าเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญมากมายและยังเป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุอีกหลายชนิดอีกด้วย เช่น ก๊าซ น้ำมัน ฟอสเฟส และสิ่งสำคัญมากที่สุดก็คือ แสงจากพระอาทิตย์ ที่จะสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานต่างๆ ได้อย่างหลากหลาย แต่ด้วยงบประมาณที่ใช้ในการทำพลังงานจากพระอาทิตย์ต้องใช้ทุนสูงจึงยังไม่เป็นที่แพร่หลายมากนักเพราะ ขาดแคลนเงินทุนและเทคโนโลยีที่เหมาะกับนำมาใช้ในทะเลทรายซาฮาร่าแห่งนี้ ถึงแม้ทะเลทรายซาฮาร่าจะดูกว้างและว่างป่าวด้วยพื้นที่ที่กว้างใหญ่ไพศาลเพียงใด คุณรู้หรือไม่ว่าที่แห่งนี้เต็มไปด้วยวัฒนธรรม และ อารยธรรม  ประวัติศาสตร์ การค้าขาย การต่อสู้ และการดำรงชีวิตการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตทั้งหลายตังแต่อดีตมาจนถึงปัจจุบัน ว่ากันในเรื่องของการค้าขายใครจะไปเชื่อว่าทะเลทรายซาฮาร่าจะมาทำการค้าขายมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งส่วนใหญ่จะมีการค้าขาย เช่น ทองคำ เกลือ และทาส ซึ่งในการขนส่งจะใช้อูฐเป็นพาหนะในการใช้ขนส่งสินค้า เนื่องจากสัตว์ชนิดนี้เป็นสัตว์ที่ทนทานต่อสภาพภูมิอากาศได้เป็นอย่างดี ด้วยลักษณะพิเศษของอูฐที่เป็นสัตว์ที่มีฝีเท้าเบาทำให้เดินบนพื้นทรายได้ง่ายและด้วยเปลือกเท้าที่เรียบจึงทำให้ทรายไม่เกาะติดเท้าแถมยังช่วยกันความร้อนจากทรายที่ถูกแดดจัดได้เป็นอย่างดีเสมือนกับการใส่รองเท้าบูทหนาๆ เลยก็ว่าได้ สำหรับชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในบริเวณของทะเลทรายซาฮาร่า ซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเป็นชนเผ่าทัวเร็ก ที่มีลักษณะของสีผิวที่ดำคล้ำ ในส่วนของผู้ชายจะห่มคลุมผ้าทั้งร่างกายโดยจะมีผ้าคลุมศรีษะและใบหน้าแทบจะปิดทั้งหมดของใบหน้าเหลือแต่ในส่วนของตาไว้ ซึ่งบางคนก็เหลือจมูกไว้ด้วยเช่นกัน การที่ต้องแต่งการเช่นนี้ก็เพื่อจะเป็นการป้องกันลมทะเลทราย หรือบางความเชื่อก็เพื่อป้องกันภูตผีปีศาจได้ในยามไร้แสงพระอาทิตย์ ในส่วนของการแต่งการของผู้หญิงชนเผ่าทัวเร็ก จะแต่งการคล้ายคลึงกันกับผู้ชายแต่จะปิดไว้แค่เพียงในส่วนของปากเท่านั้น ในส่วนสีของผ้าที่ชนเผ่าทัวเร็กใช้กันจะเป็นสี ฟ้าน้ำเงิน เป็นที่ได้จากธรรมชาตินั้นเอง ในปัจจุบันมีชนเผ่าทัวเร็กในทะเลทรายซาฮาร่าประมาณ 1 ล้านคน ซึ่งจะแบ่งออกไปเป็น 7 กลุ่ม ย่อยๆ กระจายอยู่ไปทั่วท้องทะเลทราย บ้างก็ใช้ชีวิตแบบร่อนเร่ บางก็เลี้ยงสัตว์ ซึ่งพวกเขาจะใช้ภาษาในการสื่อสารคือภาษาทามาฮัด เป็นภาษาของชนเผ่าเบอร์เบอร์

  • Posted by: admin
  • 2018-01-31

ทะเลทรายซาฮาร่าของโมร็อกโกขึ้นชื่อในเรื่องเนินทรายสูง

จากริสซานี ไปถึงเมืองเมอร์ซูกา นักท่องเที่ยวจะได้พบกับแหล่งน้ำที่อยู่กลางทะเลทรายที่มีชื่อเสียงมาก นั้นก็คือ ทะเลทรายโอเอซิสแห่งทะเลทรายของซาฮาร่าเพราะเป็นทะเลทรายที่มีเนินทรายที่สูงมากเป็นเอกลักษณ์หรือที่เขาเรียกกันก็คือ เอร์ก เชบบี้ ทะเลทรายซาฮาร่า เป็นทะเลทรายร้อนที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ที่สุดของโลกก็ว่าได้ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีความแห้งแล้งอันดับที่สองที่เป็นพื้นที่กว้างใหญ่ของโลก รองจากทะเลน้ำแข็งแห่งทวีปแอนตาร์ติก ขั่วโลกใต้ ซึ่งคำว่า Sahara (ซาฮาร่า) มีความหมายว่า ทะเลทรายอันยิ่งใหญ่ ที่มีพื้นที่กว้างขวางกว่า 9,400,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเปรียบได้เท่ากับพื้นที่ของประเทศ จีน หรือ ประเทศสหัฐอเมริกา ทั้งประเทศ ทะเลทรายซาฮาร่าจะมีสิ่งแวดล้อมที่ไม่ค่อยจะเอื้อต่อการดำรงอยู่ของสิ่งมีชีวิต เช่น มนุษย์ สัตว์ และพืช เพราะมีสภาพอากาศที่ร้อนและมีฝนตกที่น้อยมาก ทำให้วงจรชีวิตไม่สมบูรณ์สักเท่าไหร่ และไม่เหมาะแก่การเลี้ยงสัตว์หรือเพาะปลูกพืชได้ดีอีกด้วย ถึงแม้จะมีสัตยว์และพืชบางชนิดสามารถเจริญเติบโตในพื้นที่แห่งนี้ได้ก็ต้องมีการปรับตัวอย่างมากและอาจจะไม่สมบูรณ์มากนักก็ตาม ไม่ต่างอะไรไปจากมนุษย์ที่จะต้องหาวิธีเอาตัวรอดในสถานที่แห่งนี้ ถึงทะเลทรายซาฮาร่าจะมีพื้นที่แห้งแล้งในส่วนใหญ่ก็ตาม แต่ก็ยังคงมีแม่น้ำสายเล็กๆ ไหลผ่านหลายสาย และจะมีแม่น้ำสายหลัก 2 สาย นั้นก็คือ แม่น้ำไนล์ และ แม่น้ำไนเจอร์ ที่ยังคงมีน้ำที่มาจากใต้ดิน เป็นน้ำที่มีคุณภาพและอุดมสมบูรณ์มากๆ ซึ่งนำมาใช้ในการอุปโภค บริโภคได้และยังเอามาใช้ในการเพาะปลูกพืชได้เป็นอย่างดี ว่ากันว่าน้ำในส่วนที่มาจากใต้ดินเป็นน้ำที่มากับฝนที่ตกลงมาเมื่อหลายพันปีที่แล้วและได้สะสมรวมตัวกันเป็นแหล่งน้ำเรื่อยมา ซึ่งน้ำที่เกิดจากฝนตกเมื่อพันปีที่แล้วจะเรียกว่าน้ำ โบราณ บ้างก็เรียกน้ำฟอสซิล แหล่งน้ำใต้ดินที่ว่ามานี้คือหัวใจสำคัญที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิตที่อยู่ในทะเลทรายแห่งนี้ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งประชากรโลกประมาณ

  • Posted by: admin
  • 2018-01-31

แวะชมพืชสวนและแพะที่ชอบอยู่บนต้นไม้ของโมร็อกโก

เมืองโมร็อกโกมีการขุดน้ำขึ้นมาใช้โดยการทำระบบชลประทานใต้ดินจนทำให้โมร็อกโกตอนใต้มีน้ำกินน้ำใช้กันอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง ทำให้มีพืชพันธุ์ต่างๆ ขึ้นตามรอบแหล่งน้ำ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นต้นปาล์มอินทผาลัม ต้นมะกอก และผักผลไม้บ้างชนิด โดยเฉพาะพืชตระกูลปาล์มอย่าง อินทผาลัม (Date palm) เป็นพืชที่ทนกับสภาพอากาศร้อนได้เป็นอย่างดี บากกับสภาพอากาศแห้งแล้งที่มีแต่ทะเลทรายทำให้พืชชนิดนี้นิยมปลูกกันมาก ว่ากันว่าในประวัติมีชาวอาหรับที่ได้นำศาสนาอิสลามเข้ามาเผยแพร่ตั้งแต่ ศตวรรษที่ 7 และนำ ปาล์มที่มีผลอินทผาลัมเข้ามาใช้ในการเพาะปลูกอีกด้วย จึงทำให้ ต้นปาล์มอินทผาลัมดังกล่าวเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของเมืองโมร็อกโกก็ว่าได้ เพราะทางศาสนาต้นปาล์มถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์ต่อศาสนาอิสลาม ต้นปาล์มอินทผาลัมจะสามารถให้ผลเก็บเกี่ยวเป็นจำนวนมากในแต่ละครั้ง ซึ่งทานได้ง่ายทั้งแบบดิบและแบบสุข หรือถนอมอาหารโดยการนำผลสุกมาตากแดด(ตากแห้ง) เพื่อเก็บไว้ทานได้นานหลายปี อินทผาลัม ให้รสชาติที่หวานฉ่ำ และยังมีคุณค่าทางอาหารสูง มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกายหลากหลายชนิด  ซึ่งโมร็อกโกมีการส่งออกของผลอินทผาลัม 2 แสนตันต่อปีโดยประมาณ มาถึงต้นอาร์กัน (Argan Tree) ที่มีความสำคัญอยู่ไม่น้อย เพราะต้นอาร์เป็นพืชที่ดึงดูดฝูงแพะเป็นจำนวนมากให้มารวมตัวกันเพื่อปืนป่ายเก็บกินผลและใบของต้นอาร์ ซึ่งลักษณะของผลต้นอาร์จะมีความคล้ายกับลูกมะกอก  มีกลิ่นหอม ซึ่งจะให้ผลและเมล็ด เก็บเกี่ยวได้ในช่วงเดือน มิถุนายน – กรกฎาคม ในปัจจุบันโมร็อกโกจะมีป่าต้นอาร์ประมาณ 8,280 ตารางกิโลเมตร ซึ่งเป็นเขตที่ องค์การยูเนสโก ได้กำหนดให้เป็น เขตอนุรักษ์ทางชีววิทยา ต้นอาร์สามารถนำไปสกัดเป็นน้ำมันอาร์กันได้ และยังสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องปรุงสำหรับอาหาร และ ยา โดยเฉพาะอาหารเสริมหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณเป็นต้น